พลิกตำนาน''มินิ''สุดยอดรถเล็กกระฉ่อนโลก
MINI” แปลความหมายตามศัพท์ภาษาอังกฤษจะหมายถึง เล็ก กะทัดรัด ซึ่งหากใครได้ยินคงไม่ได้นึกถึงแค่เพียงความหมายของมัน แต่จะนึกไปถึงรถยนต์อังกฤษสุดคลาสสิก โดดเด่นด้วยขนาดตัวที่เล็กกะทัดรัดเหมาะสมกับชื่อเรียก ที่อยู่คู่ท้องถนนมาช้านานกว่า 46 ปี
รถยนต์มินิถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษในยุคปี ค.ศ.1950 เป็นยุคที่รถยนต์ส่วนใหญ่จะมีขนาดตัวค่อนข้างใหญ่โต เครื่องยนต์ซีซีสูงๆ แรงม้ามากๆ ซึ่งเกินความจำเป็น ส่งผลให้มีราคาค่าตัวที่สูงเกินกว่าที่คนธรรมดาจะหาครอบครองเป็นเจ้าของได้ ประจวบเหมาะกับการเกิดวิกฤตการน้ำมันในยุโรป เนื่องจากอียิปต์เข้ายึดคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางลัดระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชียของเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพราะไม่ต้องเดินทางอ้อมทวีปแอฟริกา
รถมินิ รุ่นแรก กับผู้คิดค้น เซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิส
ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันจากเอเชียถึงทวีปยุโรปจึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว และแล้วความคิดที่จะสร้างรถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัด พร้อมเดินทางไปกับสมาชิกในครอบครัวทุกคนไปในทุกหนทุกแห่ง ด้วยราคาที่ไม่แพง ผู้เป็นเจ้าของคิดดังกล่าวคือ “เซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิส” (Sir Alec Issigonis) นักออกแบบรถยนต์ประจำบริษัท BMC (British Motor Corporation) ยักษ์ใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศอังกฤษ
“อิสสิกอนิส” ได้นำความคิดถ่ายทอดสู่ทีมงานฝ่ายออกเพื่อระดมสมองในการออกแบบรถยนต์ในความคิด ภายใต้แนวทางการออกแบบที่กระโดดก้าวผ่านจินตนาการทางด้านวิศวกรรมรถยนต์ในยุคนั้น คือ รถยนต์คันนี้ต้องมีความยาวไม่เกิน 10 ฟุต และกว้างไม่เกิน 6 ฟุต แต่ในความเล็กนั้น ต้องยังคงความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีก 3 คน
ภาพสเก็ต"มินิ"ของ เซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิส
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชิ้นส่วนต่างๆ จึงถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่หมดให้มีขนาดที่เล็กลงตั้งแต่เครื่องยนต์ แต่สิ่งที่ “อิสสิกอนิส” สร้างความแปลกประหลาดให้กรรมยนตรกรรมชิ้นนี้ ก็คือการวางชุดเกียร์ไว้ใต้เครื่องยนต์ โดยที่เป็นเครื่องยนต์วางขวางขับเคลื่อนล้อหน้า เมื่อรถมีขนาดเล็ก ล้อจึงต้องมีการย่อขนาดให้เล็กตามลงไปด้วย เพื่อลดน้ำหนัก จึงออกแบบให้ใช้ล้อมีขนาด 10 นิ้ว ระบบกันสะเทือนและช่วงล่างก็ต้องออกแบบกันใหม่หมด ตามพื้นที่ที่มีจำกัดซึ่งเป็นแบบเต้ายางขนาดเล็ก (Rubber Cone) โดยมอบหมายให้เพื่อนเก่า บริษัท ดันลอป (Dunlop) เป็นผู้พัฒนาและผลิตให้ ระยะเวลาผ่านไป 7 เดือน “มินิ” ต้นแบบที่สร้างด้วยมือก็ถูกสร้างเสร็จ ภายใต้ชื่อ “ADO 15” ถึงแม้จะไม่สมบูรณ์มากนัก แต่ก็ถือได้ว่าเป็น "รถมหัศจรรย์" คันหนึ่งทีเดียว หลังจากการทดสอบเพิ่มเติมก็พบข้อบกพร่องมากมาย อาทิ ต้องแก้ไขตำแหน่งคาร์บูเรเตอร์ใหม่, ปรับปรุงอัตราทดของเกียร์ให้เหมาะสัมพันธ์กับกำลังของเครื่องยนต์ นอกจากนี้หลังจากการชั่งน้ำหนักปรากฏว่าน้ำหนักท้ายน้อยเกินไป จึงทำการย้ายแบตเตอรี่ไปอยู่ด้านท้าย หลังจากทำการแก้ไขปรับปรุงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “เลียวนาร์ด ลอร์ด” (Leonard Lord) ประธานบริษัท BMC ยังรู้สึกไม่มีความมั่นใจในรูปทรงของ “มินิ” จึงส่งรถให้กับสำนักแต่งรถชื่อดัง " พินินฟารินา " (Pininfarina) ช่วยตกแต่งรูปทรงของ “มินิ” ให้ดูดียิ่งขึ้นก่อนทำการผลิตเพื่อจำหน่าย แต่หลังจาก “พินินฟารินา” ได้ใช้เวลาอยู่กับ “มินิ” อย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ได้รับคำตอบเพียงว่า "รถคันนี้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทุกสิ่งลงตัวดีอยู่แล้ว”
ในเดือนสิงหาคม 1959 ทั่วโลกก็ตกอยู่ในอาการตะลึง เมื่อทราบข่าว ยนตรกรรมฉบับ “มินิ” ออกสู่ตลาดซึ่งใช้ชื่อเรียกในช่วงแรกว่า "ออสติน เซเว่น" (Austin Seven) และ ใช้ชื่ออีกยี่ห้อหนึ่งว่า "มอริส มินิ ไมเนอร์" (Morris Mini Minor) และต่อมาไม่นาน “ออสติน เซเว่น” ก็เปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น "ออสติน มินิ" (Austin Mini) ที่เรารู้จักคุ้นหูกันดี มาพร้อมเครื่องยนต์ติดตัวขนาด 850 ซีซี 4 สูบ 35 แรงม้า สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 122 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทันทีที่เริ่มจำหน่ายก็ได้รับการตอบรับอย่างดีจากครอบครัวชาวอังกฤษด้วยเหตุผลที่สมควรนั่นก็คือราคาถูก โดยมีราคาเพียง 496 ปอนด์เท่านั้น สำหรับเมืองไทยก็เริ่มเข้ามาจำหน่ายไม่กี่เดือนหลังจากเปิดตัวโดยการนำเข้าของบริษัท C K R Motor ตั้งอยู่บริเวณ “ยศเส” เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งบริษัทฯ นี้ มีรถจาก อังกฤษ ที่เรารู้จัก คุ้นชื่อกันดี อยู่ในความดูแลหลายยี่ห้อ เช่น Land Rover, Jaguar, MG, Triumph, Standard, Austin และ Morris แต่ต่อมารถอังกฤษทั้งหมดดังกล่าว ได้ตกมาสู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท Lay-Thai ที่ตั้งอยู่บริเวณ สี่แยกนานา ถนนสุขุมวิท (ปัจจุบันไม่มีแล้ว)
ภาพงานเปิดตัวของ ออสติน เซเว่น ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ออสติน มินิ
การออกแบบรถยนต์คันนี้ “อิสสิกอนิส” ได้แอบสอดแทรกความเป็นตัวเองลงไป 2 สิ่งก็คือ การที่ “อิสสิกอนิส” เป็นคนที่สูบบุหรี่จัด และชอบขับรถเงียบๆ “มินิ” จึงมีที่เขี่ยบุหรี่แทนการมีวิทยุ ในปี 1960 หลังจากออกสู่ตลาดเพียง 1 ปี มินิสามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลายถึง 116,000 คันจนทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างฟอร์ด มอเตอร์ เริ่มจับตามอง ด้าน“จอห์น คูเปอร์” (John Cooper) นักแข่งรถระดับโลก และยังเป็นเจ้าของ John Cooper Garage สำนักแต่งรถชื่อดังในขณะนั้น รู้จักและสนิทสนม กับ “อิสสิกอนิส” มาเป็นเวลานาน โดยได้เฝ้าติดตามโครงงาน “มินิ” มาตั้งแต่เริ่มต้นค้นพบว่า “มินิ” เป็นรถที่มีการขับขี่และการยึดเกาะถนนที่ดีมาก จึงนำไปปรับปรุงเครื่องยนต์และระบบให้ช่วงล่างให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและตั้งชื่อใหม่ว่า “มินิ คูเปอร์”
ปี 1965 รถ “มินิ” คันที่ 1,000,000 ถูกผลิตออกจากโรงงาน BMC
โดยได้นำไปท้าดวลนอกรอบก่อนการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ที่มอนซ่า อิตาลี กับ “เรก พาร์เนลล์” ซึ่งใช้รถ แอสตัน มาร์ติน และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ “มินิ” ที่มีเครื่องยนต์เพียง 1,071 ซีซี 70 แรงม้า สามารถเป็นผู้ชนะในการประลองครั้งนี้ โดยเข้าเส้นชัยก่อนหน้าแอสตันมาร์ติน DB4 กว่าหนึ่งชั่วโมงและนั่นถือเป็นการเปิดตำนาน “แจ็คผู้ฆ่ายักษ์” เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นนับจากปี 1961 เป็นต้นมา “มินิ คูเปอร์” ก็เข้าแข่งขันรายการ “มอนติ คาร์โล แรลลี่” ซึ่งเป็นรายการแรลลี่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และก็กลายเป็นเรื่องที่ฮือฮาเมื่อรถแข่ง “มินิ คูเปอร์” ที่ขับโดย “ฟรายอิ้ง ฟิ้นส์” นักขับชาวฟินแลนด์ พา “มินิ คูเปอร์” เหาะตีลังกาหงายท้อง ชวดอันดับ 1 ในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างน่าเสียดาย ทำได้แค่เพียงแต่ปล่อยให้มินิมอดไหม้ไปในเปลวเพลิง
มินิ คูเปอร์ เอส รุ่นเปิดประทุน
จนกระทั่ง “มินิ คูเปอร์” ประสบความสำเร็จสูงสุดในปี 1964 หรือเมื่อ 41 ปีที่ผ่านมา โดยสามารถครองความเป็นหนึ่งในสังเวียน “มอนติ คาร์โล แรลลี่” ได้อย่างสง่าผ่าเผย ด้วยการขับขี่ของ “แพ้ดดี้ ฮอปเคิร์ก” กับรถหมายเลข 37 เลขทะเบียน 33EJB และเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ความบังเอิญหรือฟลุ๊ค ทีมของคูเปอร์ ก็ได้นำ “มินิ คูเปอร์” เข้าเส้นชัยในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน ทำให้ชื่อเสียงของ มินิ นั้นโด่งดังเกินตัว ถึงกับทำให้กลุ่มรถฝรั่งเศสที่พยายามออกกฎระเบียบกีดกันเพื่อไม่ใหมินิ ลงแข่งในคราวต่อๆ ไป
ปี 1968 “มินิ” ดังเป็นพลุแตกอีกครั้งเมื่อค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง “พาราเมาท์” นำรถ “มินิ” มาเป็นตัวเอกในภาพยนตร์เรื่อง “อิตาเลี่ยนจ๊อบ” โดยที่เนื้อหาภายในเรื่องแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะที่เกินตัวและความสามารถที่ไร้ขีดจำกัด ในเรื่องโจรในมาดผู้ดีใช้ มินิ 3 คัน 3 สี ปล้นทองและวิ่งขนทองหนีตำรวจ ทั้งลงบันได มุดท่อระบายน้ำ ขึ้นหลังคาตึก แถมยังวิ่งเหาะข้ามตึกหนีตำรวจได้ ทั้งๆ ที่ตำรวจก็ใช้สุดยอดรถสปอร์ตสัญชาติอิตาเลี่ยน "อัลฟ่า โรมิโอ" ก็ไม่อาจไล่กวด มินิ ทั้ง 3 คันได้ทัน หนังเรื่องนี้ ทำให้ทั่วโลกเกิดกระแสคลั่งไคล้ มินิ แรงมากแบบ “Mini Fever” ทำให้ผู้ชมหลายคนวาดฝันที่จะหา มินิ มาครอบครองให้ได้
มินิ คอนเซปต์ รุ่นล่าสุดที่ถูกเผยโฉมในงาน ดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์
• ปี 1985 โรเวอร์ เข้าควบคุมการจำหน่ายของ “มินิ” โดยส่งขายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการอย่างดีโดยมียอดขายที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
• ปี 1986 “โนเอล เอ็ดมันส์” วิศวกรประจำของโรเวอร์ ขับรถมินิคันที่ 5,000,000 ออกจากสายการผลิตที่โรงงานลองบริดจ์
• ปี 1988 “เซอร์ อเล็กซ์ อิสสิกอนิส” เสียชีวิตเมื่ออายุ 81 ปี
• ปี 1990 โรเวอร์ เปิดผ้าคลุมมินิคูเปอร์รุ่นใหม่ ในแบบจำนวนจำกัด พร้อมทั้งลายเซ็น “จอห์น คูเปอร์” และฝากระโปรงคาดขาว ซึ่งกลายเป็นรถขายดีในเวลาต่อมา สำนัก แต่งรถ John Cooper Garage ของ “จอห์น คูเปอร์” ผลิตมินิสเปเชียลออกขายเองด้วยเช่นกัน
• ปี 1992 มีการติดตั้งเครื่องกรองมลภาวะท่อไอเสียหรือแคทตาไลติค คอนเวอร์เตอร์ ในรถมินิ ซึ่งเหลือเพียงเครื่องยนต์ขนาด 1275 ซีซีให้เลือกเพียงขนาดเดียว
• ปี 1993 เปิดตัวมินิ เปิดประทุน คาบริโอเลท ซึ่งพัฒนาโดยสำนักออกแบบ “คาร์มานน์” ในประเทศ
เยอรมันวางตลาดในราคา 12,000 ปอนด์
• ปี 1995 มินิได้รับประชามติให้เป็นรถแห่งศตวรรษจากแบบสอบถามเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปี ของนิตยสารออโตคาร์
• ปี 1999 โรเวอร์ออกแถลงข่าวว่า จะระงับการผลิตมินิประมาณปี 2000 แต่ตัวถังจะยังมีการผลิตอยู่ต่อไปเพื่อใช้เป็นอะไหล่
• ปี 2000 มินิโฉมใหม่หมดจดตั้งแต่หัวจรดเท้าออกสู่ตลาดภายใต้ใบบุญ BMW ที่ซื้อกิจการมาจาก โรเวอร์ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยการออกแบบยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ “มินิ” มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า
• ปี 2002 เปิดตัวรุ่นพิเศษ “มินิ คูเปอร์ เอส” มาพร้อมกับขุมพลังในระดับ 163 แรงม้าจากเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร พ่วงซูเปอร์ชาร์จ
• ปี 2004 ได้เสริมตลาดด้วยรุ่นเปิดประทุน
ตลอดระยะเวลากว่า 46 ปี ตั้งแต่รถคันนี้ถือกำเนิดมีเรื่องราวที่น่าจดจำเกิดขึ้นมากมาย และเชื่อได้ว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่สิบปี คำว่า “มินิ” ก็ยังคงเป็นคำที่มีความหมายมากกว่าแค่คำว่า “เล็ก” เท่านั้น
การนำเข้ารถมินิมาจากต่างประเทศ
บทความสำหรับผู้ที่ต้องการนำเข้ารถมินิมาจากต่างประเทศ ว่ามีหลักเกณฑ์ในการนำเข้าอย่างไร ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง วิธีการคำนวณภาษี ซึ่งเป็นพิธีการของทางกรมศุลกากร
การนำเข้ายานพาหนะส่วนบุคคลแบบถาวร
การนำเข้ารถยนต์ส่วนบุคคลหากในลักษณะนี้ผู้นำเข้าจะต้องชำระค่าภาษีอากรตามปกติ หากเป็นรถยนต์ใหม่ก็ให้ปฏิบัติพิธีการนำเข้าเช่นเดียวกับการนำเข้าสินค้าอื่น ๆ แต่หากเป็นรถยนต์นั่งเก่าใช้แล้วจะถือเป็นสินค้าควบคุมการนำเข้ามาในประเทศไทย ในหลักการไม่อนุญาตให้นำเข้า เว้นแต่เป็นการนำเข้าชั่วคราวหรือการนำเข้าเฉพาะตัวที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้เท่านั้น
หลักเกณฑ์การนำเข้ารถยนต์นั่งเก่าใช้แล้วแบบถาวร
1. นำเข้ามาใช้ได้เองเพียงคนละ 1 คัน
2. กรณีเป็นชาวต่างประเทศจะต้องเป็นผู้ที่จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 1 ปี โดยมีหนังสืออนุญาตการเข้าเมืองจากกองตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และใบอนุญาตทำงานของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมาแสดงในการนำเข้าด้วย
3. กรณีชาวไทยมีคู่สมรสเป็นชาวต่างประเทศ จะต้องมีหลักฐานแสดงว่าเป็นคู่สมรสและนำรถยนต์เข้ามาเพื่อมีภูมิลำเนาในประเทศไทย รวมทั้งผู้นำเข้าต้องถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองรถยนต์คันนั้นระหว่างอยู่ในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์จนถึงวันที่เดินทางเข้ามาอยู่ในไทย
4. กรณีเป็นชาวไทย ต้องเป็นชาวไทยที่ไปอยู่ต่างประเทศติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี 6 เดือน แล้วเดินทางกลับมามีภูมิลำเนาในประเทศไทย และถือกรรมสิทธิ์ครอบครองรถยนต์คันนั้นอยู่ในระหว่างอยู่ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือนและมีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
Mini Estate (1960-1969)
รถมินิแวนที่มีที่นั่งด้านหลังและมีกระจกข้างด้านหลัง(บางรุ่นมีขอบไม้บริเวณท้ายด้านหลังด้วย) ในเดือนมีนาคมปี 1960, รถมินิรุ่น Morris Traveller และ Austin Countryman ได้ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, ซึ่งจะแตกต่างจากรถมินิรุ่น Estate ที่มีอยู่ในปัจจุบัน, เป็นรถมินิที่มี 2 ประตูและที่นั่งด้านหลัง, รถมินิรุ่น Estate เป็นที่นิยมอย่างมากและรถมินิ Estate รุ่นที่มีขอบไม้ (Woodys) เป็นที่ต้องการอย่างมากในปัจจุบัน, รถมินิรุ่น Estate ไม่เคยเปลี่ยนระบบช่วงล่างเป็นแบบ Hydrolasic, จะมีแต่ช่วงล่างแบบเต้ายาง (Dry Suspension) เท่านั้น
ในเดือนมีนาคมปี 1961, รถมินิรุ่น Estate ที่เป็นเหล็กทั้งคันถูกผลิตออกมาจำหน่าย, รถมินิรุ่นนี้ไม่มีขอบไม้บริเวณท้ายด้านหลังซึ่งทำให้มีน้ำหนักของตัวรถน้อยลงและช่วยให้รถมินิเกิดการผุพังเนื่องจากขอบไม้นี้น้อยลงเช่นกัน
ในปี 1967 รถมินิรุ่น Mk II Estates ถูกผลิตออกมาจำหน่ายด้วยเครื่องยนต์ขนาด 998cc
ในปี 1969 รถมินิรุ่น Estates ถูกยกเลิกการผลิต
จำนวนการผลิตรถมินิรุ่น Estates:
Austin Se7en / Mini Countryman MKI : 85,500
Morris Mini traveller MKI : 75,500
Austin Countryman MKII : 22,500
Morris Mini Traveller MKII : 23,500
รวมทั้งสิ้น : 207,000
Mini Van & Pickup (1960-1983)
รูปแบบที่แตกต่างของรถมินิที่นำมาใช้ในทางการค้าพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก, และปัจจุบันรถมินิรูปแบบดังกล่าวถูกนำมาใช้งานประจำบ้านหรือนำมาขับในเวลาว่าง
ในเดือนมกราคมปี 1960, รถมินิแวนถูกผลิตออกมาจำหน่าย, กำหนดราคาขายที่ 360 ปอนด์, ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 848cc และมีการเรียกรถมินิรุ่นนี้ว่า "1/2 ตันแวน"
ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1961, รถมินิกระบะถูกผลิตออกมาจำหน่าย. รถมินิทั้งสองรุ่นใช้ระบบกันสะเทือนแบบเต้ายางและไม่เคยมีการเปลี่ยนระบบกันสะเทือนเป็นแบบ Hydrolastic
ในเดือนตุลาคมปี 1967, มีการปรับปรุงรถมินิเป็นรุ่น MkII , ทำให้ผู้ซื้อรถมินิแวนและกระบะได้เครื่องยนต์ขนาด 998cc
ในเดือนเมษายนปี 1973, มีการเปลี่ยนคันเกียร์เป็นคันเกียร์แบบ Rod-operated ซึ่งคันเกียร์จะอยู่ด้านข้างของคนขับ
ในเดือนธันวาคมปี 1978, รถมินิรุ่นแวนและกระบะถูกเปลี่ยนโลโก้เป็น 95s, ซึ่งหมายถึงน้ำหนักรวมมากที่สุดที่สามารถบรรทุกได้
ในเดือนพฤษภาคมปี 1983, รถมินิรุ่นแวนและกระบะถูกยกเลิกการผลิต
จำนวนการผลิตรถมินิแวน:
Austin Mini Pick-up:18,075
Morris MiniVan: 169,250
Mini Van 850: 94,899
Mini Van 1000: 82,356
รวมทั้งสิ้น: 521,005
Mini Pick-up 100: 15,397
Mini Pick-up 850: 12,130
Morris Mini Pick-up: 12,577
Austin MiniVan: 174,500
จำนวนการผลิตรถมินิกระบะ:
รวมทั้งสิ้น: 58,179
Mini Mk7 (1996-2000)
รถมินิรุ่น Mk7 เป็นรถมินิรุ่นสุดท้าย, มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่ปรารถนาอยากเป็นเจ้าของ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นรถมินิใหม่ในแบบฉบับของบริษัท BMW
รถมินิรุ่น Mk7 ถูกผลิตออกมาจำหน่ายในปี 1996, สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงได้แก่หัวฉีดแบบ Twin-Point, อัตราทดเกียร์ 4 ที่สูงขึ้น, ถุงลมนิรภัยตำแหน่งคนขับ, คานกันกระแทกด้านข้าง, ระบบป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก, ปรับปรุงเบาะนั่งด้านหน้า, ตัวยึดหม้อน้ำด้านหน้าและอุปกรณ์เสริม Sportspack, รถมินิรุ่น Cooper 35 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 200 คัน), รถมินิรุ่น Equinox ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
ในปี 1997, รถมินิคลาสสิครุ่นใหม่ที่เป็นแบบ non-Cooper ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, รถมินิรุ่น Mayfair ถูกหยุดการผลิต, รถมินิรุ่นที่มีอุปกรณ์เสริม Sportpack และยางขนาด 13 นิ้วได้เป็นที่นิยมอย่างมากและได้ทำให้วงการมินิมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ในปี 1998, รถมินิรุ่น Paul Smith ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 1,800 คัน), รถมินิรุ่น Cooper Sports ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 100 คัน), ซึ่งรถมินิรุ่นนี้ได้พ่นสีตามแบบของปี 1960
ในปี 1999, รถมินิรุ่น 40, Cooper S Works Touring/5 Sport และ John Cooper ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, มีการจัดงานฉลองรถมินิอายุครบ 40 ปีที่ Silverstone ซึ่งเป็นงานใหญ่อีกครั้ง
ในปี 2000, บริษัท BMW ได้ขายบริษัท Rover ให้กับสมาคม Phoenix แต่ยังเก็บลิขสิทธิ์ชื่อของมินิ (Mini) ไว้, รถมินิรุ่น Cooper Sport 500 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 500 คัน), ยุติการผลิตรถมินิซึ่งรถมินิรุ่นสุดท้ายคือรุ่น Cooper Sport 500 ได้ออกมาจากสายการผลิตจาก Longbridge (No. 5,387,862), John Cooper เสียชีวิตในวัน Christmas Eve
Mini Mk6 (1991-1996)
รถมินิรุ่น Mk6 เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในวงการรถมินิ, ตัวถังของรถได้ถูกปรับปรุงเพื่อให้รองรับกับเครื่องยนต์แบบหัวฉีดที่นำมาติดตั้งให้กับรถมินิ, เหตุผลหลักคือต้องการเปลี่ยนแปลงระบบเครื่องยนต์ให้เป็นแบบหัวฉีดนั่นเอง
รถมินิรุ่น Mk6 ถูกผลิตออกมาจำน่ายเมื่อปี 1991, ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่สำหรับการพัฒนาเครื่องยนต์แบบ SPi และ Closed-Loop Cat, รถมินิรุ่น Neon ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, รถมินิรุ่น Cooper มีเครื่องยนต์ขนาด 63 แรงม้าแบบ SPi ขนาด 1275 cc พร้อมกับ Closed-Loop Cat และ ECU, ส่วนที่เพิ่มเติมจากมาตรฐานคือ Spots และ Stripes, รถมินิรุ่น Lamm Cabriolet (จำนวน 75 คัน) ถูกผลิตโดยบริษัท Rover เป็นรถมินิที่ผลิตมาเป็นทางการครั้งแรกด้วยล้อขนาด 13 นิ้ว
ในปี 1992, รถมินิรุ่น City และ 998cc ถูกแทนที่ด้วยรถมินิรุ่น Sprite, รถมินิรุ่นนี้และรถมินิรุ่น Mayfair มีกำลังขนาดใหม่ขนาด 50 แรงม้าที่มี Carb-Plus-Cat ของเครื่องยนต์ขนาด 1275cc, รถมินิรุ่น British Open Classic ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, เป็นรถมินิรุ่นแรกที่มี Sunroof แบบผ้าใบที่ปิดเปิดด้วยไฟฟ้า, รถมินิรุ่น Italian Job ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (มีสีแดง, ขาว, น้ำเงินและสีเขียว), สำนักแต่งรถยนต์ John Cooper Garages เป็นตัวแทนจำหน่ายรถมินิที่มีการตกแต่งอุปกรณ์เสริมแบบ Sport, ได้มีการพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยมากขึ้นได้แก่ Alarm/Immobiliser และการปิดเปิดฝากระโปรงหน้ารถจากภายในห้องโดยสาร
ในปี 1993, รถมินิรุ่น Cabriolet ถูกผลิตออกมาจำหน่ายใหม่อีกครั้งด้วยเครื่องยนต์แบบ SPi Cooper และล้อขนาด 12 นิ้วแทนที่จะใช้ล้อขนาด 13 นิ้วของ Lamm, รถมินิรุ่น Rio (จำนวน 750 คัน) และรถมินิรุ่น Tahiti (จำนวน 500 คัน) ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, รถมินิรุ่น Cooper มีอุปกรณ์ Standard Alarm และแผงหน้าปัดลายไม้เป็นอุปกรณ์เสริม, รถมินิรุ่น Mayfair มีอุปกรณ์มาตรฐานที่ดีกว่าในรุ่นต่อมา, รถมินิถูกผลิตจำนวนลดลงต่ำกว่า 21,000 คัน
ในปี 1994, มีการซื้อขายที่เรียกได้ว่าเป็นจุดจบของรถมินินั่นคือบริษัท BMW ได้ซื้อบริษัท Rover Group, รถมินิรุ่น Cooper Monte Carlo ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 200 คัน) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีที่ชนะการแข่งขันที่ Monte Carlo, และได้ส่งรถรุ่นดังกล่าวซึ่งผลิดโดยบริษัท Rover จำนวน 3 คันในกลุ่มของ Cooper SPi เข้าแข่งขันในรายการ Monte, โดยมี Paddy Hopkirk และ Ron Crellin เป็นผู้ขับขี่รถมินิหมายเลข L33 EJB เข้าเป็นลำดับที่ 52 ของรถทั้งหมด และเป็นที่ 4 ในรุ่นนั้น, รถมินิรุ่น 35 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 1,000 คัน), มีการฉลองครบรอบ 35 ปีของรถมินิที่ Silverstone โดยมีรถมินิมาร่วมฉลองถึง 120,000 คัน, รถมินิรุ่น Cooper Grand Prix ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 35 คัน)
ในปี 1995, บริษัท BMW ได้อนุมัติโครงการ E50 และเริ่มการพัฒนาเพื่อรับช่วงต่อของรถมินิ, รถมินิรุ่น Sidewalk ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (จำนวน 1,000 คัน), รถมินิได้รับการโหวตให้เป็นรถแห่งศตวรรษจากผู้อ่านหนังสือ Autocar Magazine, เบาะที่มีขลิบหนัง Monaco แบบ Half-Leather Trim และแผงหน้าปัดลายไม้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถมินิรุ่น Cooper
ในปี 1996, รถมินิรุ่น Mk7 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
Mini Mk5 (1984-1991)
รถมินิรุ่น Mk5 เป็นยุคทองของรถมินิแบบ Limited Editions ซึ่งมีไม่น้อยกว่า 20 แบบใน 7 ปี, แต่ก็ได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ในส่วนที่สำคัญจนคงอยู่มาจนปัจจุบันนั่นก็คือ Disc Brakes และ ล้อขนาด 12 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานตลอดการผลิต
รถมินิรุ่น Mk5 ถูกผลิตออกมาจำหน่ายในปี 1984 ด้วยล้อขนาด 12 นิ้ว, Disc Brakes ล้อหน้า และ ซุ้มล้อพลาสติกที่เพิ่มมาจากมาตรฐาน ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตลอดการผลิต, รถมินิรุ่นนี้ได้ถูกผลิตออกมาจำหน่ายถึง 25 แบบด้วยกัน, รถมินิจำนวน 1,000 คันไปเฉลิมฉลองงานวันเกิดรถมินิครบรอบ 25 ที่ Donington, บริษัท BL ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Austin Rover Group
ในปี 1985, รถมินิรุ่น City ได้เปลี่ยนหน้าปัดไมล์จากตรงกลางเป็นหน้าปัดอยู่ด้านคนขับ และนั่นเป็นสิ่งสุดท้ายที่มีการเปลี่ยนในรถมินิ, แต่รถมินิรุ่น Mayfair ได้มีการเพิ่มวัดรอบเข้าไป, รถมินิรุ่น Ritz ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
ในปี 1986, รถมินิได้มีการผลิตออกมาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 5,000,000 คัน, Issigonis ฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 80 ปี, รถมินิรุ่น Chelsea และ Picadilly ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
ในปี 1987, รถมินิรุ่น Advantage และ Park Lane ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, บริษัท Austin Rover Group เปลี่ยนชื่อเป็น Rover Group
ในปี 1988, ในปีนี้เป็นที่น่าเสียใจครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของรถมินิ นั่นคือ Sir Alec Issigonis ได้เสียชีวิตในปีนี้, รถมินิรุ่น Red Hot, Jet Black และ Designer ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, เข็มขัดนิรภัยเบาะหลังและหม้อลมเบรคเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตลอดการผลิต, รถมินิรุ่น City ได้เพิ่มพนักพิงศรีษะเบาะหน้าและได้เพิ่มวิทยุเทป ให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถมินิรุ่น Mayfair, ผู้บริหาร Tory ได้ขายบริษัท Rover Group ให้กับบริษัท British Aerospace
ในปี 1989, รถมินิรุ่น Rose, Sky และรุ่น 30 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย (รถมินิรุ่น 30 ผลิตออกมาจำนวน 3,000 คัน), บริษัทไม่เป็นทางการของ ERA Mini Turbo ได้ผลิตเครื่องยนต์แบบ Metro Turbo ซึ่งมีกำลังขนาด 93bhp, ได้มีการจัดงานฉลองรถมินิมีอายุครบ 30 ปีอย่างยิ่งใหญ่ที่ Silverstone, รถมินิรุ่น Flame Red และ Racing Green ถูกผลิตออกมาจำหน่ายด้วยรูปแบบสี Cooper-style และมีวัดรอบ
ในปี 1990, รถมินิรุ่น Flame Red และ Racing Green ถูกผลิตออกมาจำหน่ายเป็นรุ่นที่สอง โดยมีล้อเป็น Minilite-Style Alloys และมีการเปลี่ยนแปลงระยะเข้าเกียร์ใหม่เพื่อให้อัตราเร่งที่ดีขึ้น, ซึ่งทั้งสองรุ่นจะมีหลังคาเป็นแบบตารางหมากรุกสีขาวดำ (Check Mate) และในแบบ Studio 2, รถมินิรุ่น Cooper ถูกนำกลับมาผลิตใหม่ในรูปแบบ Limited Edition จำนวน 1,000 คัน (61bhp 1275 carb) ซึ่งจัดสร้างโดย Rover Special Products (RSP), การผลิตรถมินิในรุ่นนี้จะมีรูปทรงหลักที่เหมือนกัน แต่จะแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย
ในปี 1991, รถมินิรุ่น Mk6 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
Mini Mk4 (1976-1984)
รถมินิรุ่น Mk4 เป็นรุ่นที่เริ่มผลิตเป็นแบบ Limited Edition Mini เริ่มจากปี 1976 และผลิตต่อมาหลังจากนั้นอีกถึง 8 ปี
รถมินิรุ่น Mk4 ถูกผลิตออกมาจำหน่ายในปี 1976 สิ่งที่เปลี่ยนไปได้แก่ น๊อตยึดคานหน้าเป็นตัวใหญ่ด้านละตัว กระจกไล่ฝ้าด้านหลัง, ไฟฉุกเฉิน, ยางเรเดียล, แผงสวิตซ์ไฟใหม่และ แป้นคันเร่ง เบรค คลัซ ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานตลอดการผลิต รถมินิรุ่น Mini 1000 Special เป็นรุ่นแรกของโรงงานที่ผลิตแบบ Limited Edition (LE) model ซึ่งผลิตเป็นสีเขียวและขาวพร้อมด้วยเบาะนั่งเป็นแถบริ้วและขลิบตรงเบาะนั่งอย่างสวยงาม รุ่นนี้ผลิตถึง 4,000,000 คัน
ในปี 1977, ไฟถอยหลัง, เบาะนั่งแบบปรับเอนได้, กระจกมองหลังแบบปรับได้ อุปกรณ์เหล่านี้ถูกเพิ่มเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถมินิ ในปี 1978, ไม่มีการผลิตและจำหน่ายรถมินิใน Australia. ในปี 1979, มีการฉลองครบรอบ 20 ปีของรถมินิด้วยการผลิตรถมินิรุ่น 1100 Special LE (ผลิตทั้งหมดจำนวน 5,000 คัน), รถมินิรุ่น City ได้ถูกผลิตออกมาจำหน่ายด้วยขนาดเครื่องยนต์เท่ากับ 848cc หลังจากนั้นจึงได้เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ขนาด 998cc และกำหนดให้เป็นเครื่องยนต์ที่เล็กที่สุดในรถมินิแบบ Saloon, BL ได้วางแผนที่จะเลิกการผลิตรถมินิในปี 1982
ในปี 1980, รถมินิรุ่น Clubman ถูกยกเลิกการผลิต, บริษัทรถมินิได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นชื่อ HL, รถมินิรุ่น Austin Mini Metro ถูกผลิตออกมาจำหน่าย, ซึ่งได้นำรูปแบบมาจากรูปทรงของรถมินิ, แต่รถรุ่นนี้ก็ไม่ได้ขายดีแต่อย่างใด ในปี 1982, ในปีนี้รถมินิอาจจะต้องถูกยกเลิกการผลิตถ้าบริษัท BL ไม่มีการทบทวนแผนในการพัฒนารถมินิในปี 1979, บริษัท HL ได้เปลี่ยนชื่อเป็น HLE และได้มีการผลิดรถมินิออกมาใหม่เป็นรถมินิรุ่น Mayfair ในปี 1984, ปีนี้ได้มีการผลิตรถมินิรุ่นใหม่ขึ้น, รถมินิรุ่น Mk5 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
Mini Mk3 (1969-1976)
รถมินิรุ่น Mk3 ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปจากเดิมมาก มีการยกเลิกกิ๊ปยึดประตูรถด้านนอก ยกเลิกกระจกประตูบานสไลด์ และยกเลิกชื่อ Cooper สำหรับรถมินิอีกด้วย
รถมินิรุ่น Mk3 ถูกผลิตออกมาจำหน่ายปี 1969 พร้อมกับอุปกรณ์ที่มีขึ้นมาใหม่ได้แก่ กระจกประตูแบบมือหมุน กิ๊ปยึดประตูรถด้านในและระบบกันกระเทือนแบบเต้ายาง นี่เป็นอุปกรณ์หลักที่มีการเปลี่ยนแปลง, ป้ายยี่ห้อ Austin และ Morris ถูกเปลี่ยนเป็นป้าย Mini แทน, รถมินิถูกผลิตขึ้นเป็นจำนวน 2,000,000 คัน, ภาพยนต์เรื่อง The Italian Job ได้ถูกนำออกมาฉายในโรงภาพยนต์ โดยในเรื่องมีการใช้รถมินิรุ่น Mk1 Cooper S ซึ่งทำให้รถมินิมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมมากขึ้น, Alec Issigonis ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นขุนนางสำหรับการทำคุณงามความดีในอุตสาหกรรมรถยนต์, มีการยกเลิกการผลิตรถมินิรุ่น 998 Cooper
ในปี 1970, รถมินิรุ่น Mk3 Cooper 1275S ถูกผลิตออกมาจำหน่ายและเป็นรุ่นสุดท้ายที่มีเครื่องหมาย S ต่อท้าย, ในการทำงานอย่างหนักของบริษัท BL ทำให้ Paddy Hopkirk ได้นำรถรุ่น 1275GT เข้าเส้นชัยเป็นที่สองในการแข่งขัน Scottish Rally
ในปี 1971, ชื่อของรถมินิรุ่น Cooper และ Cooper S ได้หยุดการผลิต, รถมินิถูกขายดีที่สุดในปีนี้ซึ่งขายได้ถึง 318,000 คัน, ในปีนี้ Issigonis ได้ลาออกจากบริษัท BL, ระบบกันสะเทือนแบบ Hydrolastic ก็ถูกยกเลิกเช่นกัน
ในปี 1973, เครื่องผลิตไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternator) ถูกนำมาแทนที่เครื่องผลิตไฟฟ้ากระแสตรง (Dynamo) ในรถมินิ, คันเกียร์แบบเกียร์รถเมล์ในรถมินิรุ่น 850 ไม่มีอีกต่อไป
ในปี 1974, ได้มีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถมินิและผู้ขับขี่รถมินิรุ่น 850 ได้เครื่องทำความร้อน (Heater) โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม, รถมินิรูปแบบ Bertone-Styled Innocenti Mini ได้เกิดขึ้นที่ Italy โดยมีรูปแบบพื้นฐานมาจากรถมินิ, ซึ่งเป็นความต้องการที่จะสร้างรถมินิและรถมินิรุ่น Cooper หลังจากที่บริษัท BL ได้หยุดการผลิตมาแล้ว 3 ปี
ในปี 1976, รถมินิรุ่น Mk4 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
Mk3 เขาดูกันอย่างไร ?
1. กระจังหน้าเป็นรูปหกเหลี่ยม
2. กระจกประตูซ้ายขวาเป็นแบบมือหมุนขึ้นลง
3. กิ๊ปยึดประตูด้านใน
4. ไฟท้ายเป็นรูปสี่เหลี่ยมแนวตั้ง
5. ป้ายทะเบียนท้ายเป็นแบบยึดติด
6. กระจกหลังมีขนาดใหญ่กว่าฝาท้ายห้องเก็บของ
7. ที่เปิดประตูข้างนอกเป็นมือจับแบบกดปุ่ม
8. ประตูด้านในไม่มีช่องสำหรับเก็บของ
นี่เป็นรายการส่วนใหญ่ในการดูว่ารถมินิคันนั้นเป็น Mk3 หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดของ Mk3 ยังมีมากกว่านี้ ซึ่งท่านอาจหาความรู้เพิ่มเติมได้จากผู้ที่มีความชำนาญทั้งเรื่องตัวถังรถมินิ และผู้ชำนาญด้านเครื่องยนต์ของรถมินิครับ ซึ่งจะทำให้ท่านสามารถดูรถมินิ Mk3 ได้แม่นยำมากขึ้นครับ
Mini Mk2 (1967-1969)
รถมินิรุ่น MK2 ได้มีการเปลี่ยนแปลงไฟท้ายใหม่และคงใช้รูปแบบของไฟท้ายแบบใหม่นี้กับรถมินิทุกรุ่นอีก 33 ปีต่อมา ซึ่งมีอุปกรณ์รถมินิน้อยชิ้นนักที่ยังคงรูปร่างเอาไว้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
รถมินิ Mk2 ถูกนำมาเปิดตัวในงาน London Motor Show ในปี 1967 ได้มีการเปลี่ยนแปลงจาก Mk1 หลายๆ ส่วน เช่น กระจกด้านหลังที่ใหญ่ขึ้น ชุดไฟแบบใหม่ กระจังหน้าที่ใหญ่ขึ้นเป็นต้น อีกทั้งยังมีการปรับปรุงวงเลี้ยวของรถมินิจาก 31 ฟุตให้เหลือเพียง 28 ฟุตเท่านั้น รถมินิ Mk2 มีอยู่ 2 รุ่นด้วยกัน คือ Standard กับ Super Deluxe, โครงการที่มีรหัสว่า 9X ของ Issigonis ที่จะนำ Square Hatchback มาใช้ในรถมินิได้ถูกยกเลิก (ขอบคุณพระเจ้า), ได้มีการจัดงานเกี่ยวกับรถมินิขึ้นครั้งแรกที่ Brands Hatch
ในปี 1968, ระบบ Syncromesh ถูกกำหนดเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับเครื่อง 4 เกียร์ทั้งหมด, ระบบสายเคเบิ้ลที่ใช้ดึงลงเพื่อเปิดประตูรถได้ถูกแทนที่ด้วยมือเปิดจากด้านในที่สะดวกขึ้น, บริษัท BMH ได้รวมเข้ากับบริษัท Leyland Motor Corporation ภายใต้ชื่อใหม่ British Leyland Motor Corporation, Donald Stokes เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท, ในปีนี้ประเทศ US ขาดทุนในการจัดจำหน่ายรถมินิ
ในปี 1969, ยุติการผลิตรถมินิจาก Cowley, รถมินิรุ่น Mk3 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
Mk2 เขาดูกันอย่างไร
1. กระจังหน้าเป็นรูปหกเหลี่ยม
2. กระจกประตูซ้ายขวาเป็นบานสไลด์
3. กิ๊ปยึดประตูด้านนอก
4. ไฟท้ายเป็นรูปสี่เหลี่ยมแนวตั้ง
5. ป้ายทะเบียนท้ายมีบานพับ
6. กระจกหลังมีขนาดใหญ่กว่าฝาท้ายห้องเก็บของ
7. ที่เปิดประตูข้างนอกเป็นรูปเขาควายขนาดใหญ่กว่า Mk1
8. ประตูด้านในมีช่องสำหรับเก็บของ
9. พวงมาลัยใหญ่เหมือนพวงมาลัยรถเมล์และกดแตรที่ก้านไฟเลี้ยว
นี่เป็นรายการส่วนใหญ่ในการดูว่ารถมินิคันนั้นเป็น Mk2 หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดของ Mk2 ยังมีมากกว่านี้ ซึ่งท่านอาจหาความรู้เพิ่มเติมได้จากผู้ที่มีความชำนาญทั้งเรื่องตัวถังรถมินิ และผู้ชำนาญด้านเครื่องยนต์ของรถมินิครับ ซึ่งจะทำให้ท่านสามารถดูรถมินิ Mk2 ได้แม่นยำมากขึ้นครับ
Mini Mk1 (1959-1967)
ในความคิดส่วนตัวแล้วรถมินิ Mk1 เป็นรุ่นที่เหมาะสำหรับคนที่รักและต้องการรถมินิแบบเดิมจริงๆ เพราะว่าเป็นรุ่นที่ไม่มีใครเหมือน มีขนาดเล็ก และไฟท้ายที่เป็นลักษณะเฉพาะของ Mk1 ความเรียบง่ายดังกล่าวเป็นสิ่งที่ชนะใจหลายๆ คน
จุดเริ่มต้นของรถมินิและเป็นช่วงเวลาที่สำคัญของ Alec Issigonis เมื่อรถมินิได้เปิดตัวพร้อมกับการต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งขณะนั้นเครื่องยนต์มีขนาดเพียง 850cc เท่านั้น
ช่วงเวลาต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาของรถมินิ Mk1 ที่มีการผลิตออกมา(สิงหาคม 1959 – ตุลาคม 1967)
• Basic saloon (สิงหาคม 1959 – ตุลาคม 1967)
• De Luxe saloon (ยุคแรก) (สิงหาคม 1959 – กันยายน 1962)
• Super saloon (กันยายน 1961 – กันยายน 1962)
• Cooper saloon (กันยายน 1961 – ตุลาคม 1967)
• CooperS saloon (เมษายน 1963 – ตุลาคม 1967)
• Super de Luxe saloon (กันยายน 1962 – สิงหาคม 1964)
• De Luxe saloon (กันยายน 1964 – ตุลาคม 1967)
รถมินิถูกนำออกมาจำหน่ายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 1959 เครื่องยนต์ขนาด 848cc ของ Austin Seven ถูกสร้างขึ้นที่ Longbridge และจัดจำหน่ายอีกชื่อหนึ่งคือ Morris Mini Minor จาก Cowley ในช่วงเวลาเดียวกัน, รถมินิสามคันที่มีขนาดเครื่องยนต์ 850cc ไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน RAC Rally ซึ่งเป็นการแข่งขันครั้งแรก
ในปี 1960, ได้มีการตั้งเป้าหมายเพื่อให้รถมินิมีความเร็วเพิ่มขึ้น จึงได้มีการทำรถมินิเข้าแข่งขัน Monte Carlo Rally เป็นครั้งแรก มีการส่งรถมินิขนาด 850cc จำนวนหกคันที่มีการตกแต่งอุปกรณ์การแข่งขันแบบเดียวกัน มีจำนวน 4 คันจากทั้งหมดที่เข้าเส้นชัย Peter Riley เข้าเส้นชัยอันดับที่ 23 จากทั้งหมด และ Don Morley มีคะแนนเป็นที่ 1 ในประเภท International Rally อีกทั้งยังเป็นที่ 14 จากทั้งหมดในการแข่งขัน Geneva Rally (อย่าลืมว่าเครื่องแค่ 850cc)
ในปี 1961, เริ่มมีการผลิตรุ่น Mini Cooper ที่มีขนาดเครื่องยนต์เป็น 997cc
ในปี 1962, ป้ายชื่อของ Austin ถูกเปลี่ยนไปเป็น Mini ในปีนี้เอง Pat Moss ขับรถมินิรุ่น Cooper เข้าเป็นที่ 1 ประเภท International Rally ในรายการ Tulip Rally และ John Love ชนะในการแข่งขัน British Saloon Car Championship
ในปี 1963, ได้มีการผลิตรถมินิรุ่น Cooper S เป็นครั้งแรกโดยมีเครื่องยนต์ขนาด 1071cc เป็นขุมพลัง, Rauno Aaltonen ชนะในการแข่งขัน Alpine Rally และ Rob Slotemaker ขับรถ Downtontuned Cooper S ไปชนะในรายการ 1300cc European Saloon Car Championship
ในปี 1964, Paddy Hopkirk และ Henry Liddon นำรถ 33EJB ชนะการแข่งขัน Monte Carlo Rally, รถมินิรุ่น Cooper ขนาด 997cc ถูกเปลี่ยนไปใช้เครื่อง 998cc และรุ่น Cooper S เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ 970cc และ 1275cc ยกเลิกการใช้เครื่อง 1071cc, ระบบกันกระเทือนแบบ Hydrolastic ได้ถูกนำมาใช้กับรถมินิที่นำออกมาจำหน่ายใหม่ทุกคัน
ในปี 1965, Timo Makinen นำรถมินิขนาด 1275cc ชนะเป็นครั้งที่ 2 ในการแข่งขัน Monte Carlo Rally ซึ่งมีเส้นทางระหว่างประเทศ Ireland, Geneva และ Czech, รถมินิรุ่น Cooper ขนาด 970cc ถูกหยุดการผลิต, Alec Issigonis ขับรถมินิคันที่ 1,000,000 ออกจากโรงงานผลิตที่ Longbridge, มีการผลิตรถมินิที่เป็นระบบ Automatic เป็นการสร้างสรรค์และเป็นการออกแบบอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งไม่มีคู่เปรียบเทียบไปนานหลายปี
ในปี 1966, BMC รวมกิจการกับ Jaguar ซึ่งมาจาก British Motor Holdings (BMH) ในปีนี้เองผู้จัดการทีมฝรั่งเศสมีการประท้วงทีม Abingdon-based ที่ชนะทั้งสามอันดับในการแข่งขัน Monte Carlo ได้แก่ Makinen, Aaltonen และ Hopkirk เรียงตามลำดับ ที่หนึ่ง-ที่สอง-ที่สาม ชัยชนะจึงตกเป็นของฝรั่งเศส
ในปี 1967, Aaltonen นำรถมินิชนะเป็นครั้งที่ 3 ในการแข่งขัน Monte Carlo ซึ่งการประท้วงในปี 1966 ทำให้รถมินิหมดโอกาสในการสร้างชื่อเสียง, รถมินิรุ่น Mk2 ถูกผลิตออกมาจำหน่าย
Mk1 เขาดูกันอย่างไร ?
• กระจังหน้าเป็นรูปโค้งเหมือนหนวด และมีปลายเหมือนปลายหนวด
• กระจกประตูซ้ายขวาเป็นบานสไลด์
• กิ๊ปยึดประตูด้านนอก
• ไฟท้ายเป็นรูปแคปซูล
• ป้ายทะเบียนท้ายมีบานพับ
• กระจกหลังมีขนาดเล็กเท่าฝาท้ายห้องเก็บของ
• ยึดกระจกหูช้างหลังรูปร่างเหมือนบานเปียนโน
• ที่เปิดประตูข้างนอกเป็นรูปเขาควาย
• ประตูด้านในมีช่องสำหรับเก็บของ
• พวงมาลัยใหญ่เหมือนพวงมาลัยรถเมล์และกดแตรที่กลางพวงมาลัย
นี่เป็นรายการส่วนใหญ่ในการดูว่ารถมินิคันนั้นเป็น Mk1 หรือไม่ ซึ่งรายละเอียดของ Mk1 ยังมีมากกว่านี้ ซึ่งท่านอาจหาความรู้เพิ่มเติมได้จากผู้ที่มีความชำนาญทั้งเรื่องตัวถังรถมินิ และผู้ชำนาญด้านเครื่องยนต์ของรถมินิครับ ซึ่งจะทำให้ท่านสามารถดูรถมินิ Mk1 ได้แม่นยำมากขึ้นครับ





